กรมอนามัย รณรงค์ล้างตลาดและล้างส้วม สกัดโรค ในช่วงสงกรานต์นี้

กรมอนามัย รณรงค์ล้างตลาด และล้างส้วมสาธารณะ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรค ลดการเจ็บป่วย ช่วยผู้บริโภคมีสุขภาพและสร้างสุขอนามัยที่ดี
         วันนี้ (10 เมษายน 2558) นายพิษณุ  แสนประเสริฐ  รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ล้างตลาดและส้วมพร้อมกัน...รับวันสงกรานต์ ณ ตลาดเจ้าพรหม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ปี 2558 เป็นปีการท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ เดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ลดการเจ็บป่วย   ให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุข กรมอนามัยได้ร่วมมือกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รณรงค์ล้างตลาดและล้างส้วมสาธารณะ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในช่วงหน้าร้อนที่มักป่วยด้วยโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ อาทิ อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ อหิวาตกโรค บิดและไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งนี้ ตลาดสดเป็นแหล่งที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค เนื่องจากเป็นจุดรวมในการจับจ่ายสินค้าอาหารของประชาชนผู้บริโภค ในช่วงหน้าร้อนที่มักเกิดโรคระบาดได้ง่าย ผู้ประกอบการควรมีการล้างตลาดตามหลักสุขาภิบาลอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือหากอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคควรล้างตลาดเดือนละ 2-3 ครั้ง โดยเน้น 3 จุดสำคัญ ได้แก่ พื้น เขียง แผง เพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้ชิดและสัมผัสอาหารมากที่สุด จึงเป็นเส้นทางผ่านเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งการล้างตลาดที่ถูกหลักสุขาภิบาลมี 2 ขั้นตอนสำคัญ คือ ขั้นที่ 1 การล้างด้วยน้ำและผงซักฟอกเพื่อกำจัดคราบสกปรก และขั้นที่ 2 การฆ่าเชื้อโรคโดยใช้น้ำผสมผงปูนคลอรีนใส่ลงในฝักบัวรดน้ำ และรดบริเวณพื้นทางเดิน เขียง แผง ทางระบายน้ำเสียให้ทั่ว จากนั้นปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่น ส่วนบริเวณที่มีกลิ่นคาว ให้ใช้หัวน้ำส้มสายชูผสมน้ำให้เจือจางราดบริเวณที่มีกลิ่นคาว แล้วล้างด้วยน้ำเพื่อทำความสะอาด
          นายพิษณุ กล่าวต่อไปว่า สำหรับส้วมสาธารณะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องเฝ้าระวังความสะอาดโดยเฉพาะ 6 จุดเสี่ยง ได้แก่ 1) สายฉีดน้ำชำระ 2) พื้นห้องส้วม 3) ที่รองนั่งส้วมแบบนั่งราบ 4) ที่กดน้ำ 5) ก๊อกน้ำ และ 6) กลอนประตู ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ เช่น ท้องเสีย อุจจาระร่วง บิด ไทฟอยด์ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ที่สามารถติดต่อจากการสัมผัสสิ่งขับถ่ายที่ปนเปื้อนเชื้อโรค    จึงต้องมีการทำความสะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำ ห้องส้วม อ่างล้างมือ ที่ปัสสาวะ ก๊อกน้ำต้องทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือผงซักฟอกช่วยและล้างด้วยน้ำสะอาด จะเป็นการลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายโรคและขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการควรมีพฤติกรรมการใช้ส้วมสาธารณะอย่างถูกต้อง คือ 1) ไม่ขึ้นไปเหยียบบนโถส้วมแบบนั่งราบ 2) ไม่ทิ้งวัสดุอื่นใดนอกจากกระดาษชำระลงโถส้วม 3) ราดน้ำหรือกดชักโครกทุกครั้งหลังการใช้ส้วม และ 4) ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้ส้วมเพื่อช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของส้วมในสถานบริการและลดจุดเสี่ยงของการเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคในช่วงหน้า
 
        “ทั้งนี้ การดำเนินงานพัฒนาตลาดสดน่าซื้อและพัฒนาส้วมสาธารณะที่ผ่านมา ศูนย์อนามัยที่ 1 ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามนโยบายกรมอนามัยในการดำเนินงานพัฒนาตลาดสดน่าซื้อ โดยปัจจุบันมีตลาดสดน่าซื้อในระดับดีและดีมาก จำนวน 55 แห่ง จากจำนวนตลาดสดประเภทที่ 1 ทั้งหมด 60 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 91.7 และยังมีตลาดอีก 5 แห่ง ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงต้องเร่งให้มีการพัฒนาตามแผนบูรณาการอาหารปลอดภัยของจังหวัด รวมถึงการพัฒนายกระดับตลาดสดประเภทที่ 2     ให้เป็นตลาดนัดน่าซื้อต้นแบบ อีกจำนวน 15 แห่ง อีกด้วย สำหรับผลการดำเนินงานพัฒนาส้วมสาธารณะในพื้นที่เขต 1              ทั้ง 12 ประเภท ได้แก่ สถานศึกษา สถานที่ราชการ โรงพยาบาล ศาสนสถาน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ท่องเที่ยว สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า สถานีขนส่งทางบกทางอากาศ ส้วมสาธารณะริมทาง ร้านจำหน่ายอาหารและตลาดสด ผ่านเกณฑ์ HAS ร้อยละ 69.82 ขณะเดียวกัน ระหว่างปี 2549-2557 ยังได้รับรางวัลสุดยอดส้วมระดับประเทศ ถึงจำนวน 21 แห่ง อาทิ ว้ดท่าการ้อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตลาดกลางบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น และในปีที่ผ่านมาได้รับรางวัลสุดยอดส้วมระดับเขต จำนวน 12 แห่ง อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดงา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนไตรราชวิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี ตลาดสดรวมใจ จังหวัดนนทบุรี เทศบาลตำบลบางจัก จังหวัดอ่างทอง โรงเรียนวัดสุวรรณราชหงษ์ จังหวัดอ่างทอง และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เป็นต้น” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

อย. เผยข้อพิสูจน์ เรื่องข่าวส่งต่อในโลกออนไลน์ น้ำแข็งผสมฟอร์มาลิน พร้อมทั้งน้ำใส่คลอรีน

เรื่องที่มีการโฆษณาชวนเชื่อทางสื่อออนไลน์ ถึงการผสมสารฟอร์มาลินลงในน้ำแข็งยูนิค เพื่อไม่ให้น้ำแข็ง ละลายเร็ว อย. ร่วมกับนักวิชาการทำการทดลอง ผลปรากฏว่า น้ำแข็งที่ผสมฟอร์มาลินจะมีลักษณะ ขุ่นทั้งก้อนและมีกลิ่นฉุน ผู้บริโภคจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนการใส่คลอรีนในน้ำ บริโภค ก็เพื่อฆ่าเชื้อโรค ซึ่งสารนี้เป็นสารที่ระเหยง่าย จะถูกกำจัดในกระบวนการปรับคุณภาพน้ำอยู่แล้ว ชี้นำผู้บริโภคให้ซื้อน้ำแข็งพร้อมกับน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิท ฉลากมีเครื่องหมาย อย. พร้อมเลขทะเบียนในกรอบ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มี การเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ถึงการผสมสารฟอร์มาลินลงในน้ำแข็งยูนิคเพื่อใม่ให้น้ำแข็งละลายเร็ว และ การใส่คลอรีนในน้ำบริโภคทุกวัน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการติดตามเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์น้ำแข็งและน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทอย่างเข้มงวด ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจ ในเรื่องความปลอดภัย สำหรับกรณีข่าวผสมสารฟอร์มาลินในน้ำแข็ง อย. ได้ประสานความร่วมมือกับ อาจารย์จากสาขาวิชาการจัดการความปลอดภัยอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำการทดลองถึงลักษณะและการละลายของน้ำแข็งที่ผสมฟอร์มาลิน เปรียบเทียบกับน้ำแข็งธรรมดา ผลการทดลองปรากฏว่า น้ำแข็งที่ผสมฟอร์มาลินมีลักษณะขุ่นทั้งก้อนและ มีกลิ่นฉุนของฟอร์มาลิน ในขณะที่น้ำแข็งธรรมดาจะมีส่วนที่ขุ่นอยู่ตรงกลางก้อนส่วนเรื่องของการละลาย ช่วงแรกน้ำแข็งที่ผสมฟอร์มาลินจะละลายได้ช้ากว่า แต่เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่า น้ำแข็งธรรมดาละลายได้ช้ากว่า ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ฟอร์มาลินไม่มีส่วนช่วยในการทำให้น้ำแข็งตัว กลายเป็นน้ำแข็ง และ หากในกระบวนการทำน้ำแข็งมีการใส่สารฟอร์มาลิน ผู้บริโภคสามารถสังเกตได้ อย่างชัดเจนจากลักษณะของก้อนน้ำแข็งและกลิ่นฉุน ทั้งนี้ น้ำแข็งที่จัดจำหน่ายทั่วไปนั้นจะต้องได้คุณภาพ และมาตรฐานตามประกาศ กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องน้ำแข็ง โดยไม่อนุญาตให้มีการใส่สารฟอร์มาลิน ซึ่งเป็นสารที่เป็น อันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยเด็ดขาด ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 151) พ.ศ. 2536 เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร หากตรวจพบว่ามีการลักลอบใส่ฟอร์มาลิน ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6(5) พบวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร ต้องระวางโทษตามมาตรา 47 ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ในกรณีของกลิ่นฉุน ที่ติดมากับน้ำแข็งนั้น อาจจะเกิดจากการรั่วของแอมโมเนีย ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็นในกระบวนการผลิต น้ำแข็ง หากผู้บริโภคพบผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุนดังกล่าว สามารถแจ้งมายัง อย. เพื่อทำการตรวจสอบต่อไปได้ ส่วนการใส่คลอรีนในน้ำ เนื่องจากกระบวนการผลิตน้ำบริโภคในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากน้ำผิวดิน ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค จึงมีความจำเป็นต้องใส่สารฆ่าเชื้อเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่มาจาก น้ำดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการ คลอรีนเป็นสารฆ่าเชื้อที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เนื่องจากเป็นสารที่สามารถ ควบคุมและเฝ้าระวังการใช้ได้ง่าย และระเหยง่ายกว่าสารฆ่าเชื้อชนิดอื่น ซึ่งปริมาณคลอรีนคงเหลือในน้ำดิบ ที่ผ่านกระบวนการแล้ว ต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่า 0.2 แต่ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร หลังจากนั้นน้ำดิบ จะผ่านกระบวนการปรับคุณภาพน้ำ ซึ่งคลอรีนจะถูกกำจัดในกระบวนการดังกล่าว และเมื่อนำมาผลิต เป็นน้ำบริโภค อย. ยังได้กำหนดให้น้ำบริโภคนั้น ต้องได้คุณภาพและมาตรฐานตามประกาศกระทรวง สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทอีกด้วย รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ขอผู้บริโภคอย่าเพิ่งหลงเชื่อข่าวที่ส่งต่อทางสื่อออนไลน์ เพราะอาจไม่ใช่เรื่องจริง การเลือกซื้อน้ำแข็ง หากเป็นน้ำแข็งหลอดที่บรรจุถุง ควรสังเกตรายละเอียด บนฉลากให้ครบถ้วน เช่น เครื่องหมาย อย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลัก และข้อความ “น้ำแข็ง ใช้รับประทานได้” ด้วยอักษรสีน้ำเงิน ส่วนน้ำแข็งหลอดตักแบ่งขายตามร้านค้า ร้านอาหารทั่วไป ผู้บริโภค ควรสังเกตสถานที่เก็บและภาชนะที่บรรจุน้ำแข็งซึ่งต้องถูกสุขลักษณะ ไม่มีการใส่น้ำแข็งปนกับอาหาร ประเภทอื่น โดยก้อนน้ำแข็งเมื่อสังเกตด้วยตาเปล่าต้องมีความใส สะอาด ปราศจากเศษฝุ่นละอองปนเปื้อน ส่วนน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ควรเลือกซื้อโดยสังเกตจากภาชนะบรรจุ ต้องสะอาด ไม่มีตะไคร่น้ำ ปิดสนิท ไม่รั่วซึม ไม่มีร่องรอยการเปิดใช้ มีเครื่องหมาย อย. แสดงบนฉลาก ลักษณะของน้ำที่บรรจุอยู่ต้องใส สะอาด ไม่มีตะกอน ไม่มีสี กลิ่น รสที่ผิดปกติ ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับความปลอดภัยจากการ บริโภค สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือที่ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับ ผู้กระทำผิดต่อไป

สาธารณสุข. เตือนภัยผู้สูงอายุเสี่ยงดื่มเครื่องดื่ม4 ชนิด ช่วงอากาศร้อนเน้นย้ำลูกหลานควรเพิ่มการเอาใจใส่

สาธารณสุข ย้ำเตือนช่วงอากาศร้อน ผู้สูงอายุมีโอกาสเสี่ยงเกิดความเจ็บป่วยลมแดด มีผลร้ายถึงชีวิต ขอให้บุตรหลานเพิ่มความดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้อาวุโสที่มีโรคเรื้อรัง ให้จิบน้ำเปล่าบ่อยๆ แนะหลีกเลี่ยงดื่มเครื่องดื่ม 4 ชนิดที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ง่ายขึ้น นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในเดือนเมษายนทุกปี นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดี อยู่ในครอบครัวและชุมชนอย่างมีความสุข ข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลล่าสุดในปี 2557 ไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ15 ของประชากรทั้งหมด โดยจำนวนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนอบอ้าว ขอให้ลูกหลาน ผู้ดูแล หรือญาติ ใส่ใจดูแลผู้สูงอายุเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง พิการ หรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ควรดูแลระบบการระบายอากาศภายในบ้านที่เหมาะสม เช่น พัดลม พัดลมระบายอากาศ หรือเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น และสังเกตอาการผิดปกติของผู้สูงอายุเป็นพิเศษ โดยโรคที่อาจเกิดกับผู้สูงอายุในช่วงอากาศร้อนได้คือโรคลมแดด หรือโรคฮีทสโตรก(Heat Stroke) แม้ว่าโรคนี้พบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเป็นแล้ว มักรุนแรงถึงขั้นดับชีพได้ ในการคุ้มกัน ควรหลีกเลี่ยงให้ผู้สูงอายุอยู่ในที่มีความร้อนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ให้สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา ระบายความร้อนได้ดี ให้จิบน้ำเปล่าทีละน้อยแต่บ่อยๆ รวมแล้วให้ได้ 6-8 แก้วต่อวัน ประการสำคัญ ในสภาวะอากาศร้อนผู้สูงอายุไม่ควรปล่อยให้ตนเองรู้สึกกระหายน้ำเป็นเวลานานเป็นอันขาด จะต้องดื่มน้ำเพิ่มเติมทันที เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการร่างกาย กรณีที่เดินทางขอให้พกน้ำสะอาดติดตัวไปด้วยเพื่อใช้จิบระหว่างทาง “เครื่องดื่มคลายร้อนที่ผู้สูงอายุไม่ควรดื่มเพราะจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้มี 4 ชนิด ได้แก่น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน โดยสารคาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นไห้ไตขับน้ำออกจากร่างกายมากกว่าน้ำที่ดื่มเข้าไป ทำให้ปัสสาวะบ่อยและสูญเสียน้ำ ร่างกายจะยิ่งขาดน้ำรุนแรงขึ้นไปอีก” นายแพทย์สมศักดิ์กล่าว นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวต่อว่า ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงเป็นโรคลมแดด ได้แก่ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน เป็นต้น สัญญาณอาการเฉพาะที่สังเกตได้ง่าย คือ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีเหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน อาการจะแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วไปซึ่งมักจะมีเหงื่อออกด้วย หากพบผู้สูงอายุเป็นโรคลมแดด การช่วยเหลือเบื้องต้นขอให้นำตัวเข้าไปในที่ร่ม คลายเสื้อผ้าให้หลวม แล้วเปิดพัดลมโกรกหรือเครื่องปรับอากาศ และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำธรรมดาเช็ดตามร่างกายให้ทั่ว หรือใช้น้ำเย็นหรือน้ำธรรมดาราดลงบนแขนขาไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย แล้วช่วยบีบนวดกระตุ้นการไหลเวียนเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ ไม่แนะนำให้นำผ้าเปียกห่มทับบนตัวผู้ป่วยเนื่องจากจะขัดขวางการระเหยของเหงื่อได้ช้าลง หากเป็นไปได้ให้ใช้ปรอทวัดไข้วัดอุณหภูมิร่างกายเป็นพักๆ หากอุณหภูมิลดลงถึง 38-39 องศาเซลเซียส ให้ค่อยๆ ชะลอการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หากผู้ป่วยมีสติแล้วให้ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็นเป็นระยะๆ หากยังไม่ดีขึ้นให้โทรแจ้งหน่วยแพทย์กู้ชีพหมายเลข 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง